ครีมหน้าใส Kaniste【คานิสเต้】 for your Beauty skin

จะทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการแพ้เครื่องสำอาง

จะทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการแพ้เครื่องสำอาง

ผู้หญิงกับเครื่องสำอางนั้นเป็นของคู่กัน
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการบำรุงผิวหรือเครื่องสำอางที่เราใช้กับผิวหน้าหรือผิวกายในทุกวันนี้มีให้เราเลือกซื้อกันมากมายค่ะ

แต่ทว่าเครื่องสำอางที่ขายทั่วไปตามท้องตลาด โฆษณาตามสื่อต่างๆ หรือทางอินเตอร์เน็ตตลอดจนเครื่องสำอางแบรนด์ดังก็สามารถทำให้สาวๆ เกิดอาการแพ้ได้เช่นกันโดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบแต่งหน้าบ่อยๆ หรือมีสภาพผิวหนังที่เกิดอาการแพ้ได้ง่ายซึ่งอาการแพ้อาจจะรุนแรงจนทำให้เราเสียโฉมก็เป็นได้ค่ะ

เพราะฉะนั้นความสวยต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยด้วยค่ะ

วันนี้จึงมีข้อมูลเกี่ยวกับการแพ้เครื่องสำอางมาฝากสาวๆกันค่ะ

▼สารบัญ

【1】เราจะสังเกตอาการแพ้เครื่องสำอางได้อย่างไร

การแพ้เครื่องสำอางนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยค่ะ 

และสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีที่สัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดการแพ้ (Allergen) หรืออาจมีอาการเกิดขึ้นในภายหลังก็ได้ ผู้ที่แพ้สารใดแล้ว เมื่อสัมผัสกับสารนั้นเพียงเล็กน้อยก็จะเกิดการแพ้ขึ้นมาได้ สารที่พบว่าก่อให้เกิดการแพ้ได้บ่อยเป็นอันดับต้น ๆ คือ สารแต่งกลิ่นน้ำหอม(fragrance/perfume) รองลงมาได้แก่ สารกันเสีย (preservatives) และสารป้องกันแสงแดด (Sunscreens)

ลักษณะการแพ้เครื่องสำอางมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น เกิดการปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับสารนั้น หรือรูสึกคันยิบ ๆ อาการจะเกิดไม่เกิน 10 นาที บางครั้งก็เกิดอาการปรากฎเป็นผื่นแดงคันขึ้นมา แต่ถ้าแพ้มากก็เป็นตุ่มแดงตุ่มน้ำหรือเป็นปื้นนูนแบบลมพิษ เคยสังเกตหรือไม่คะว่า บางคนที่มีอายุมากแล้วก็แต่ยังมีสิวเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าอยู่ ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเกิดจากอาการแพ้เครื่องสำอางได้เช่นกัน ผู้ที่รักสวยรักงามทุกคน คงไม่อยากเจอปัญหาแพ้เครื่องสำอางภายหลังการใช้เป็นแน่

【2】ดังนั้นเราต้องทดสอบการแพ้

ก่อนที่จะใช้เครื่องสำอางกับผิวหน้าของเราควรที่จะทดสอบเครื่องสำอางกับผิวหนัง โดยวิธีการดังนี้ คือ ให้ทาเครื่องสำอางตรงบริเวณท้องแขนทิ้งไว้ประมาณ 24-28 ชั่วโมง หากไม่พบความผิวปกติแล้วจึงค่อยใช้ หรืออาจทดสอบอีกวิธีหนึ่งก็ได้คือ ทาเครื่องสำอางที่ซื้อมาบริเวณข้อพับแขน วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ถ้าไม่มีผื่นแดงเกิดขึ้นแสดงว่าใช้เครื่องสำอางนั้นได้ อาจต้องใช้เวลาสักหน่อยแต่มั่นใจว่าไม่เกิดอาการแพ้แน่นอนจะดีกว่านะคะ

【3】สาวๆ ที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติทาแล้วจะไม่เกิดอาการแพ้

ถ้าเราทำการทดสอบเองแล้วยังหาสาเหตุการแพ้เครื่องสำอางไม่ได้

เพราะทำมาจากธรรมชาติแล้วย่อมปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง ซึ่งบางทีก็ไม่จริงเสมอไปค่ะ ทั้งนี้ เนื่องจากการแพ้เป็นปฏิกิริยาที่ซับซ้อนเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันของร่างกายแต่ละคนจึงเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ประกอบกับเครื่องสำอางสมุนไพร เช่น แชมพู สบู่ โลชั่นทาผิวหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีกมากมายที่ทำมาจากสมุนไพรเพียงอย่างเดียว แต่มีสารเคมีอื่นผสมอยู่ด้วย ดังนั้น จึงไม่สามารถรับรองได้ว่าใช้แล้วจะไม่ก่อให้เกิดการแพ้ถ้าเราสงสัยจะว่าจะเกิดอาการแพ้เครื่องสำอางชนิดไหน ให้หยุดใช้เครื่องสำอางชนิดนั้นก่อนทันทีถ้ามีหลายตัวให้หยุดใช้ตัวที่นำมาใช้ใหม่แล้วเกิดอาการก่อน ถ้าหยุดใช้แล้วอาการดีขึ้นก็อาจแสดงว่าเครื่องสำอางตัวนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้แพ้ค่ะ

แต่ถ้ามีอาการแพ้มากมีผิวหน้าอักเสบอยู่ให้หยุดใช้เครื่องสำอางทุกชนิด งดใช้สบู่ สารฟอก โดยให้ทำการชำระล้างด้วยน้ำเปล่า หรือให้เลือกใช้สบู่ ยาสระผมปลอดกลิ่น ปลอดน้ำหอม อนุญาตให้ใช้แป้งเด็ก ลิปสติก (ถ้าไม่มีผื่นที่ปาก) เครื่องสำอางแต่งดวงตา (ถ้าไม่มีผื่นรอบดวงตา) เมื่ออาการผิวหนังอักเสบหายแล้วค่อยลองใช้ที่ละตัวเป็นอย่างๆไป ถ้าเกิดผื่นขึ้นให้ลองหยุดใช้ตัวที่ใช้สุดท้าย ถ้าอาการหายไปก็น่าจะเกิดการแพ้เครื่องสำอางนั้นๆ ถ้าอาการแพ้ยังไม่ดีขึ้นแนะนำว่าไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง อย่าฝืนใช้เครื่องสำอางหรือซื้อยาทาเองเนื่องจากอาจเกิดอันตรายมากขึ้นค่ะ

【4】ถ้าเราทำการทดสอบเองแล้วยังหาสาเหตุการแพ้เครื่องสำอางไม่ได้

เมื่อเราไปพบแพทย์ แพทย์ผิวหนังจะมีการทดสอบทางผิวหนังโดยวิธีแพตช์เทสต์ (PATCH TEST) โดยจะใช้สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางในความเข้มข้นที่เหมาะสม มาแปะติดลงบนแผ่นหลังของผู้ป่วยทิ้งไว้ 2 วัน แล้วกลับมาอ่านผล ถ้ามีอาการผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ทดสอบ ก็แสดงว่าแพ้สารนั้นวิธีนี้มีประโยชน์กับเราในการที่จะเลือกซื้อเครื่องสำอางครั้งต่อไปค่ะ จะได้เลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีสารที่แพ้ผสมอยู่เช่น ถ้าทดสอบแล้วพบว่าแพ้น้ำหอมเมื่อจะซื้อเครื่องสำอางก็ควรเลือกชนิดที่ไม่มีน้ำหอม หรือมีน้ำหอมน้อยซึ่งอาจจะเขียนว่า NO PERFUME หรือ FRAGRANCE FREE ก็ได้ค่ะ

【5】การเลือกซื้อเครื่องสำอางสิ่งที่สำคัญ

การเลือกซื้อเครื่องสำอางสิ่งที่สำคัญ

อีกประการหนึ่งก็คือฉลาก ให้อ่านตรงส่วนประกอบ เพราะฉลากผลิตภัณฑ์ที่บอกว่า “ไม่มีกลิ่น” หรือ “ปราศจากน้ำหอม” ก็อาจจะผสมน้ำหอมปริมาณน้อยๆ เพื่อกลบกลิ่นไม่พึงประสงค์ของส่วนผสมอื่นๆ ที่เป็นเคมี “ธรรมชาติ” ซึ่งหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากต้นไม้หรือสัตว์ มากกว่าส่วนผสมที่ได้จากสารเคมี มีบางฉลากผลิตภัณฑ์ที่แจ้งว่า “non-comedogenic”ก็จะต้องไม่มีส่วนผสมที่ทำให้อุดตันรูขุมขนอันอาจทำให้เกิดสิวค่ะ

ถึงแม้ฉลากเครื่องสำอางนั้นเป็นประโยชน์มากเมื่อเราต้องการทราบส่วนผสมต่าง ๆ แต่ก็ควรระวังเรื่องของเจตนาในการอวดอ้างถึงสรรพคุณผลิตภัณฑ์ เช่น มีผลิตภัณฑ์หลาย ๆ ตัวที่แจงว่าเป็น Hypoallergenic เพื่อจะบอกว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ แตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นที่คล้าย ๆ กัน ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ แต่บริษัทผู้ผลิตนั้นไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างนั้น อีกประการหนึ่ง ฉลากผลิตภัณฑ์ที่แจงว่า “organic” นั้นไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ จำไว้ค่ะ

ว่าไม่มีเครื่องสำอางใดที่สามารถรับประกันได้ว่าไม่ทำให้เราเกิดอาการแพ้

【6】ข้อแนะนำในการใช้เครื่องสำอาง

ข้อแนะนำในการใช้เครื่องสำอาง

1.อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนผสมที่อยู่บนผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่เราต้องใช้หากพบว่ามีส่วนผสมตัวใดที่เคยทำให้แพ้ก็ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้น คอยสังเกตส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ว่าตัวใดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมตัวนั้นปิดฝาเครื่องสำอางทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จ

2. เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสูตรผสมง่าย ๆ ยิ่งมีส่วนผสมมากยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการแพ้ได้มากขึ้น ด้วยส่วนผสมน้อย ๆ ก็จะทำให้ง่ายในการหาสาเหตุของการแพ้ได้

3.รักษาความสะอาดของขวด กระปุกเครื่องสำอาง ปิดขวดหรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องสำอางให้แน่นสนิท ไม่ให้สัมผัสกับฝุ่นและสิ่งสกปรก หลังจากเปิดใช้แล้ว

4.ควรระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับเมคอัพ เนื่องจากจะต้องอยู่บนผิวหน้าเป็นเวลานานระหว่างวัน เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็น hypoallergenic, ปราศจากน้ำหอม, และ non-comedogenic อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากเช่นนี้ก็ยังอาจทำให้เกิดการแพ้ได้

5.ฉีดน้ำหอมในบริเวณเสื้อผ้าจะดีกว่าการฉีดลงบนผิว แล้วรอให้น้ำหอมที่ฉีดบนเสื้อผ้าแห้งเสียก่อนจึงค่อยสวมใส่เสื้อผ้านั้น

6.เก็บเครื่องสำอางไว้ในที่อาการไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป อากาศถ่ายเทได้สะดวก

7.แปรงหรือฟองน้ำต้องทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกสัปดาห์

8.สำลีหรือพัฟควรจะเลือกแบบใช้แล้วทิ้งเพียงครั้งเดียว

9.ก่อนนอนให้ล้างเครื่องสำอางออกให้หมด

10.มั่นตรวจอายุของเครื่องสำอาง หากหมดอายุก็ทิ้งเสีย โดยเฉพาะมาสคาราจะมีอายุใช้งาน 3-4 เดือนเท่านั้นหากผิวหน้ามีการติดเชื้อ ก็อาจจะหยุดหรือทิ้งเครื่องสำอางนั้นเสีย เนื่องจากอาจจะมีเชื้อแบคทีเรียในเครื่องสำอาง

11.ก่อนเลือกซื้อเครื่องสำอางควรอ่านส่วนประกอบเสมอเพราะอาจจะมีสารเคมีบางชนิดที่เราเคยเกิดอาการแพ้

12.ควรทำความสะอาดมือและผิวหน้าทุกครั้งก่อนใช้เครื่องสำอาง

【7】ข้อห้ามในการใช้เครื่องสำอาง

ข้อห้ามในการใช้เครื่องสำอาง

1.พยายามอย่าใช้เครื่องสำอางของคนอื่น หรือให้คนอื่นยืมเครื่องสำอาง เพราะอาจจะถ่ายเทเชื้อโรคให้กันได้

2.หากต้องการทดลองผลิตภัณฑ์ในร้าน พยายามขออุปกรณ์ช่วยทาอันใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้ และบอกพนักงานขายให้เช็ดทำความสะอาดผลิตภัณฑ์สำหรับทดลองด้วยแอลกอฮอล์

3.ไม่ควรใช้เครื่องสำอางบริเวณดวงตา หากมีการติดเชื้อที่ดวงตา แต่หากมีการใช้ในช่วงที่ติดเชื้อให้หยุดใช้แล้วทิ้งเครื่องสำอางที่ใช้กับดวงตานั้น ๆ ทิ้งไป แล้วใช้ของใหม่เมื่อการติดเชื้อที่ดวงตาหายดีแล้ว

4.ห้ามเติมน้ำลงในเครื่องสำอาง เพราะอาจจะมีเชื้อแบคทีเรียได้

5. ทิ้งผลิตภัณฑ์ที่มีการเปลี่ยนของสีหรือกลิ่น เพราะนั่นอาจหมายถึงสารกันเสียที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ไม่อาจป้องกันเชื้อแบคทีเรียได้อีกต่อไป หรือสารกันเสียหมดอายุแล้วนั่นเอง

8m

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของเครื่องสำอาง ประการสำคัญที่สุดคือ ให้ความสุขแก่ผู้ใช้ ส่งเสริมบุคลิกภาพ ของเราให้สวยสะดุดตาแก่ผู้พบเห็นและปกปิดริ้วรอยบกพร่องเล็กๆน้อยๆของใบหน้าและผิวกายของเรา การเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่าหลงเชื่อสื่อโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณของผลิตภัณฑ์จนเกินจริง เพราะในบ้างครั้งถ้าเกิดผลิตภัณฑ์นั้นทำให้เราเกิดอาการแพ้ หรืออาจทำให้เราเสียโฉมก็ไม่คุ้มกับการเสียเงินไปรักษา เพราะฉะนั้นควรที่จะป้องกันไว้ดีกว่ามาเสียใจแล้วแก้ไขทีหลังค่ะ

สินค้าแนะนำ

เรื่องราวที่ใกล้เคียงกันที่คุณอาจสนใจ


ผลิตภัณฑ์ของคานิสเต้ ได้ขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยา (อ.ย.) และกระบวนการการผลิตที่ได้มาตรฐาน ลูกค้าจึงมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของเราได้ เพราะผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีต้องห้ามตามมาตรฐาน อ.ย. เมืองไทย ทุกชนิด

Kaniste’ for your Beauty skin

return top